News

*พินัยกรรมสีน้ำเงินและรอยน้ำตาที่เหือดแห้ง:

การชำระแค้นของม่ายสาวภายใต้ศาลาลวง**

กลิ่นควันธูปและดอกซ่อนกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วศาลาวัดที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นและเสียงกระซิบกระซาบด้วยความเวทนา แขกเหรื่อในชุดสีดำนับร้อยชีวิตต่างทอดสายตามองมาที่ฉัน… **‘รินรดา’** หญิงสาวผู้เพิ่งสูญเสียสามีและลูกแฝดวัยห้าขวบไปในอุบัติเหตุรถตู้พลิกคว่ำตกหน้าผาเมื่อสามวันก่อน

ผู้จัดงานพิธีอำลาคงคิดว่าหญิงม่ายอย่างฉันจะทรุดตัวลงกอดรูปถ่ายของสามีและลูกน้อยทั้งสองแล้วร้องไห้จนหมดสติ เหมือนนางเอกในละครโศกนาฏกรรม

แต่ฉันกลับยืนหลังตรง นัยน์ตาว่างเปล่าไร้ซึ่งหยาดน้ำตา ฉันส่งเอกสารสีน้ำเงินเข้มในมือให้ทนายความอย่างสงบแล้วกระซิบว่า

**“เปลี่ยนรายชื่อผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมดในตอนนี้เลยค่ะ ทนายวิธาน… โอนหุ้นบริษัท 1,000 ล้านของฉัน และสิทธิ์ในกรมธรรม์ทั้งหมดไปที่มูลนิธิเด็กกำพร้า ตัดชื่อคนในตระกูลของสามีฉันออกให้หมด”**

ปากกาในมือของทนายวิธานหยุดชะงักทันที เขามองหน้าฉันด้วยความตกตะลึง แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไร…

*ตึก… ตึก… ตึก…*

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังศาลา เขากำลังเดินตรงมาหาฉันด้วยท่าทางรีบร้อน ชายคนนั้นสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ สวมหมวกแก็ปดึงปีกต่ำ และสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า แขกเหรื่อต่างแหวกทางให้เขาด้วยความงุนงง

เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะรับรองของทนายความ มือหนาที่คุ้นเคยก็เอื้อมมากระชากแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มไปจากมือของทนายวิธานอย่างอุกอาจ พร้อมกับดึงหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ทุกคนในศาลาต้องเบิกตากว้างและกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด

**“กฤต!”** เสียงแม่สามีของฉันที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดกรีดร้องจนแทบเป็นลม **“ลูกยังไม่ตาย!”**

ใช่… **‘กฤต’** สามีสุดที่รักของฉัน ผู้ที่ควรจะนอนกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ในโลงศพไม้สักตรงหน้า กลับมายืนหายใจฟึดฟัดอยู่ตรงนี้ นัยน์ตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและโลภมาก

“คุณจะทำบ้าอะไรฮะริน! คุณจะยกสมบัติทั้งหมดให้คนอื่นได้ยังไง ในเมื่อผมยังยืนหัวโด่อยู่นี่!” กฤตตวาดลั่นศาลา ไม่สนใจสายตาหวาดผวาของแขกเหรื่อ เขาสนใจแค่ตัวเลขมหาศาลในเอกสารที่กำลังจะหลุดลอยไป

ฉันมองหน้าผู้ชายที่ฉันเคยฝากชีวิตไว้ด้วยสายตาที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง ไม่มีอาการตกใจ ไม่มีน้ำตา มีเพียงความสมเพชที่ก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ

“ตายยากตายเย็นจริงๆ นะคะ… กฤต” ฉันเหยียดยิ้มบางๆ “ฉันนึกแล้วว่าคนเห็นแก่ตัวอย่างคุณ ต่อให้ต้องแกล้งตายเพื่อหนีหนี้พนันหลายร้อยล้าน แต่พอเห็นฉันกำลังจะเซ็นยกมรดกทั้งหมดที่คุณหมายปองให้คนอื่น คุณก็ต้องคลานออกจากหลุมมาจนได้”

ใบหน้าของกฤตซีดเผือดลงทันที “ค… คุณพูดเรื่องอะไร ริน! ผมรอดตายจากอุบัติเหตุมาได้ ผมพยายามตะเกียกตะกายกลับมาหาคุณกับลูกต่างหาก!”

**“อย่าเอาชื่อลูกมาอ้าง!”** ฉันตวาดกลับด้วยเสียงที่ดังกังวานและทรงพลังจนทุกคนในงานสะดุ้ง ก้อนสะอื้นที่ถูกกดทับไว้ถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง “คุณคิดว่าฉันโง่มากเหรอกฤต? คุณคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่ารถตู้คันนั้น… คุณเป็นคนจงใจตัดสายเบรกด้วยตัวเอง!”

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วศาลาวัด กฤตผงะถอยหลัง ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่น

“เป้าหมายของคุณคือฉัน… คุณตั้งใจจะให้ฉันขับรถคันนั้นไปส่งลูกที่โรงเรียน เพื่อที่ฉันจะได้ตาย และคุณจะได้ฮุบเงินประกันชีวิตรวมถึงบริษัทของฉัน ไปเสวยสุขกับเมียน้อยที่รอคุณอยู่ที่เซฟเฮาส์!” ฉันก้าวเข้าไปหาเขา ทีละก้าว ทีละก้าว ราวกับมัจจุราช “แต่เช้าวันนั้น ฉันดันปวดหัวจนต้องกินยาและหลับไป คุณเลยต้องเป็นคนขับรถพาลูกไปเอง…”

น้ำตาหยดแรกที่ฉันกักเก็บไว้มาตลอดสามวันไหลรินลงมาอาบแก้ม แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ มันคือน้ำตาแห่งความเคียดแค้น

“กล้องหน้ารถที่ซิงค์ข้อมูลเข้าคลาวด์ในโทรศัพท์ฉัน… มันบันทึกไว้หมดแล้วกฤต ฉันเห็นภาพที่คุณกระโดดหนีเอาตัวรอดออกจากรถตู้ ก่อนที่มันจะพุ่งตกหน้าผา… ฉันได้ยินเสียงน้องพรีมกับน้องพอลร้องเรียกหาคุณ! **คุณทิ้งลูกแท้ๆ ของตัวเองให้ตายคารถเพียงเพื่อรักษาชีวิตสวะๆ ของคุณไว้!** แล้วคุณยังกล้าเอาศพคนงานต่างด้าวมาสวมแหวนแต่งงานตัวเองเพื่อแกล้งตายหนีความผิดอีก!”

“ไม่จริง! อีรินมันบ้าไปแล้ว! มันใส่ร้ายผม!” กฤตแหกปากโวยวาย เขาเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าฉันเพื่อหยุดคำพูดเหล่านั้น

แต่ก่อนที่มือสกปรกของเขาจะสัมผัสโดนตัวฉัน ชายฉกรรจ์ในชุดนอกเครื่องแบบสี่คนก้าวพรวดออกมาจากกลุ่มแขกเหรื่อและเข้าล็อกตัวกฤตไว้กับพื้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับ **สารวัตรชัช** ที่เดินถือหมายจับก้าวเข้ามาในศาลา

“นายกฤต วรโชติ คุณถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฉ้อโกงประกันภัย และทำลายซ่อนเร้นศพ” สารวัตรชัชประกาศเสียงกร้าว ก่อนจะพยักหน้าให้ฉัน “ขอบคุณคุณรินรดามากครับ ที่ให้ความร่วมมือกับตำรวจจนเราล่อตัวฆาตกรออกมาได้สำเร็จ”

กฤตถูกสวมกุญแจมือ เขาดิ้นรนและตะโกนด่าทอฉันด้วยถ้อยคำหยาบคาย ในขณะที่แม่ของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น ปล่อยโฮออกมาอย่างหมดสภาพ

ฉันเดินเข้าไปก้มมองอดีตสามีที่นอนหมดสภาพอยู่แทบเท้า แย่งแฟ้มพินัยกรรมสีน้ำเงินเข้มกลับคืนมา

“ฉันจะให้ทนายฟ้องหย่า และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากตระกูลของคุณทุกบาททุกสตางค์ กฤต… คุณจะต้องชดใช้ให้กับชีวิตของลูกฉัน ด้วยการถูกขังลืมอยู่ในคุกจนกว่าจะตาย”

ตำรวจลากตัวกฤตออกไปจากศาลาวัด ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของแขกเหรื่อที่เพิ่งตาสว่าง ความวุ่นวายค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงความเงียบงันที่โรยตัวลงมาอีกครั้ง

ฉันเดินกลับไปหยุดอยู่หน้าโลงศพสีขาวบริสุทธิ์สองโลงที่ตั้งอยู่เคียงข้างกัน มือที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปลูบกรอบรูปของลูกแฝดตัวน้อย รอยยิ้มไร้เดียงสาของพวกเขายังคงสว่างไสวอยู่ในภาพถ่าย

กำแพงความเข้มแข็งที่ฉันสร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อฆาตกรได้พังทลายลงแล้ว ฉันทิ้งตัวลงคุกเข่าหน้าโลงศพ กอดรูปถ่ายของลูกน้อยทั้งสองไว้แนบอก และปล่อยโฮออกมาอย่างสุดเสียง… เป็นการร้องไห้ที่แหลกสลายที่สุดในชีวิตของผู้หญิงที่เป็น ‘แม่’

*“แม่ทวงความยุติธรรมให้หนูได้แล้วนะลูก… หลับให้สบายนะนางฟ้าและเทวดาตัวน้อยของแม่”*

ท่ามกลางหยาดน้ำตาและความสูญเสียที่ไม่มีวันประเมินค่าได้ พินัยกรรมสีน้ำเงินในมือยังคงถูกกำไว้แน่น มันไม่ใช่แค่กระดาษแต่มันคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่… ชีวิตใหม่ที่ฉันจะต้องยืนหยัดต่อไปให้ได้ เพื่อให้สมกับความรักที่ฉันมีต่อสายเลือดที่จากไปตลอดกาล.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!